วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559

"บุญที่ฉันปลื่มที่สุด"

 
     
        ถ้าหากคิดอยากทำบุญกับพระภิกษุหลายๆรูป ได้บุญใหญ่ครั้งนี้ปลื้มที่สุด และต้องการตักบาตรถวายไทยธรรมเห็นหมู่พระภิกษุสงฆ์หลายๆรูปในเวลาเดียวกัน ต่างต้องนึกถึงการถวายไทยธรรมพระ 30,000 รูป 30,000 วัดอย่างแน่นอน

       เมื่อเราคิดอยากทำบุญ  แล้วคิดเองทำเองคงต้องคิดว่าจะนิมนต์มาจากไหนบ้าง ต้องใช้งบเท่าไรดี จะต้องทำขั้นตอนอย่างไรบ้างอีกมากมาย หากใครสักคนอยากได้บุญใหญ่ทำครั้งเดียวหลายๆรูป คงจะยากเป็นแน่นอน แต่หลายต่อหลายครั้ง ได้มีพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพญาณมหามุนี ท่านได้คิดทำการทำบุญใหญ่ครั้งเดียวแล้วได้บุญมาก ให้กับลูกๆทั่วโลกได้ทำกัน โดยที่เราไม่ต้องคิดให้ปวดศรีษะเลย เพียงทำตามที่ท่านได้คิดอกมาแล้วเท่านั้น หากเราคิดเองคิดเองชาตินี้ชาติเดียวคงทำได้ไม่ครบ 30,000 รูป 30,000 วัด อย่างแน่นอนอาจจะต้องซี้ก่อน
     
      แต่ในปัจจุบันบุญใหญ่แบบนี้ จะมีเกิดกี่สักกี่ครั้งก็ไม่ทราบ เพราะการทำบุญใหญ่ครั้งนี้ทำให้ปลื้มสุดๆ แม้ขึ้นชื่อได้ว่าการเห็นสมณะเป็นมงคล ทัสสนานุตตริยะ เป็นการเห็นอันประเสริฐ "สมณานญฺ จ ทสฺสนํ เห็นสมณะ" การที่เราจะเห็นนักบวชพร้อมกันทีเดียว 30,000 วัด เกือบแสนรูป และมีโอกาสถวายสังฆทานทุกวัดนั้น เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง 
       (อนาคตจะยังได้มีโอกาสอีกไหมเพียงแค่ได้รอไปก่อน...)





แหล่งการเรียนรู้ 
http://dhammakaya.net
http://dhamma01.blogspot.de
http://www.kalyanamitra.org/th/mngkhlchiwit38_detail.php?page=118

วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

"หลวงพ่อธัมมชโย ที่ฉันรู้จัก"

     


        เคยมีไหมนักศึกษาหนุ่มเมื่อเรียนจบใหม่ๆ ทิ้งอนาคตไกลแต่สละชีวิตทางโลกเพื่อมาศึกษาธรรมะทางธรรม สร้างวัดให้เป็นวัด สร้างพระให้เป็นพระแท้ สร้างคนให้เป็นคนดี


       เคยมีไหมยอมลำบากในการหาสถานที่ปฏิบัติธรรม เพื่อลูกๆในองค์กร เพื่อให้มาศึกษาธรรมะ ค้นหาพระในตัวเพื่อให้ลูกในองค์กรที่เข้ามารับบุญภายในวัด รู้จักศูนย์กลางกายฐานที่ ๗ อันเป็นทางหลุดพ้นในการดับทุกข์ พบสุขภายในของตัวเองที่แท้จริง

       เคยมีไหมลงมาสอนธรรมะทุกๆวันไม่เคยขาดใน "โรงเรียนฝันในฝันวิทยา" ถึงแม้ร่างกายจะไม่อำนวย แต่พระเดชพระคุณหลวงพ่อ ท่านก็มาสอนธรรมะให้คนทั่วโลกได้ศึกษาธรรมะ โดยผ่านสื่อยุคใหม่ เพื่อสอนให้หาทางดับทุกข์ให้กับตัวเองไม่ใช่เพื่อใครเลย

       เคยมีไหมใครสักคนที่ฉันอาหารทุกมื้อเพียงแค่ข้าวต้มและผักดอง กับอีกหลายๆคน ที่ทานอาหารที่ดีกว่าแต่ทำอะไรเพื่อสังคมน้อยกว่า แต่ปัจจุบันท่านกับถูกกล่าวหาว่าในทางที่ไม่ดี 

       เคยมีไหมบุคคลที่ทำงานเพื่อสังคม เพื่อชาวโลกสอนให้รู้จักพระในตัว เพราะมนุษย์ทุกๆคนมีพระในตัวด้วยกันทั้งนั้น ดังตัวอย่างในหลักฐานในพระไตรปิฎก และในคัมภีร์ต่างๆ ที่ปรากฏ แต่ท่านไม่เคยบ่นว่าท้อ ว่าเหนื่อยออกมาให้ลูกๆได้ยิน แต่กลับให้กำลังใจลูกอยู่เสมอตลอดเวลา.

     เคยรู้จักท่านไหม...ในขณะหลายคนรู้จัก  แต่ยังมีอีกหลายคนที่ไม่รู้จัก  แล้วทำไมถึงไม่มาทำความรู้จักสักที...

แหล่งการเรียนรู้ 
http://dhammakaya.net
http://dhamma01.blogspot.de

วันอังคารที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2559

เทคโนโลยีกับชีวิตสมณะ

        เทคโนโลยีกับชีวิตสมณะ
เมื่อมีเทคโนโลยีในมือเราสามารถใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไร เหมือนการที่เรามีกระบีในมือหากแต่ถือไม่ดีก็สามารถทำร้ายตัวเองได้เหมือนกัน ดังคำในพระพุทธศาสนาว่า

(http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=25&i=32&p=5)                  
กุโส ยถา ทุคฺคหิโต    
หตฺถเมวานุกนฺตติ
                         สามญฺญํ ทุปฺปรามฏฺฐํ    นิรยายูปกฑฺฒติ.
                         ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ    สงฺกิลิฏฺฐญฺจ ยํ วตํ
                         สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ    น ตํ โหติ มหปฺผลํ.
                         กยิรญฺเจ กยิรเถนํ๑-    ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม
                         สิถิโล หิ ปริพฺพาโช    ภิยฺโย อากิรเต รชํ.
                                   หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมตามบาดมือนั่นเองฉันใด,
                         คุณเครื่องเป็นสมณะที่บุคคลลูบคลำไม่ดี ย่อมคร่าเขาไปใน
                         นรก ฉันนั้น.
                                   การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน, วัตรใดที่เศร้า
                         หมอง, พรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ, กรรมทั้งสาม
                         อย่างนั้น ย่อมไม่มีผลมาก.
                                   หากว่าบุคคลพึงทำกรรมใด. ควรทำกรรมนั้นให้จริง,
                         ควรบากบั่นทำกรรมนั้นให้มั่น เพราะว่าสมณธรรมเครื่องละ
                         เว้นที่ย่อหย่อน ยิ่งเกลี่ยธุลีลง.
____________________________ 
๑- อรรถกถา. กยิรา เจ กยิราเถนํ ตรงกับฉบับพม่า.)

         เมื่อมีโปรแกรมชื่อว่า Line ขึ้นมาทำให้ได้รู้จักสังคมที่กว้างขึ้น แต่ก็ต้องระวังมากขึ้นเช่นกัน จากเมื่อกาลอดีต หลังเรียนจบมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มเพื่อนๆ รุ่นเดียวกันเรียนกันในนามโรงเรียนเฉลิมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร รุ่นที่ 1 จบปี 2543 เมื่อเพื่อนๆต่างจบ ต่างก็แยกย้ายไปศึกษาต่อตามที่ตนชอบ แต่ตัวหลวงพี่เองก็มาบวชที่ วัดพระธรรมกาย เมื่อจบม.3 ทันที หลังจากจบนั้นมา15 ปีกว่าที่ก็ไม่ได้เจอกับเพื่อนเลย เมื่อมีโปรแกรม Line นี้ขึ้นมาทำให้ได้กลับมาพบกับเพื่อนในรุ่นเดียวกันอีกครั้ง เพื่อนกันต่างดีใจกันอย่างมากมาย เพื่อนๆ ต่างก็ถามกันว่า หลวงพี่บวชอยู่ที่ไหน แต่มีเพื่อนไม่กี่คนทราบว่าบวชที่ไหน แต่ต่างก็ถามว่าบวชตั้งแต่เมื่อไร บวชนานหรือยัง ทำไมไม่สึก นี้คือคำถามจากเพื่อนๆ 15 ปีไม่มีเคยเจอกัน


    เพื่อนที่สนิทกันจริงทุกคนเคยบวชหมดทุกคนเป็นเรื่องที่แปลกมาก แม้บ้างครั้งเพื่อนสนิจจะชวนให้ลาสิกขาเพื่อไปทำงานด้วยกันจนปัจจุบันเพื่อนบอกไม่ชวนแล้ว  ณ ปัจจุบันกลุ่มเพื่อนเล่าให้หลวงพี่ฟังว่าบ้างคนก็ได้เสียชีวิตไปแล้ว 2 คน ด้วยวัย 20 กว่า บ้างก็เป็นโรคเสียชีวิต ก่อนวัยอันควร บ้างก็เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุ ชีวิตนี้มันสั้นนัก ไม่มีอะไรมาประกันได้เลยว่าชีวิตเราจะดำรงในโลกนี้ได้นานแค่ไหน







        ที่สุดแล้วทุกคนล้วนต้องกลับมาเจอกัน แต่เมื่อเจอกันแล้วควรมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกันดีกว่าที่จะเป็นศัตรูต่อกันเลย

วันจันทร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2559

มาวัดพระธรรมกายครั้งแรกได้อย่างไร?

  
     เมื่อย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2539 กิดอะไรขึ้นกลับชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนไป หลวงพี่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนยุวธรรมทายาทรุ่นที่ 9 ปี 2539 ณ วัดพระธรรมกาย อายุก็ประมาณ 10 ขวบได้พึ่งจบประถมศึกษาปีที่ 5
     ก่อนที่จะเข้ามาอบรมสามเณรได้นั้น ก็เริ่มมาจากการชวนของโยมป้าที่อยู่ใกล้บ้าน เริ่มชวนเมื่อไรนั้น หลวงพี่ก็จำความไม่ได้แล้ว แต่คิดว่าคงนานมากแล้ว เพราะยังเด็กมาก พอมารู้ตัวอีกที ก็เริ่มจะเข้าโครงการบวชสามเณรแล้ว  โยมป้า (กัลยาณมิตรคนที่ 1) โดยการชวนใช้คำว่าจะพามาดูเครื่องบิน ด้วยความเป็นเด็กก็อยากไปดูจริงๆ เพราะคำว่าเด็ก การที่ได้เห็นเครื่องบินเป็นเรื่องตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ

     ทุกๆเช้ามึดของวันอาทิตย์ทุกๆต้นเดือน เวลา 04.30 น. ต้องตื่นโดยการปลุกของโยมแม่มา บอกว่าให้ไป วัดพระธรรมกาย กับโยมป้า ด้วยความเป็นเด็กอายุก็ 8-9 ขวบและด้วยความง่วงใครๆก็ไม่อยากตื่น แต่ก็ขัดใจไม่ได้เลย ก็ตื่นไปวัดเป็นเพื่อนโยมป้าทุกๆต้นเดือนเป็นเวลาเกือบปีได้ นั่งรถไปก็หลับบนรถไปด้วยเพราะง่วง และบางครั้งเกิดอาการเมารถก็มี
     
    ภายในวัดเห็นอะไรบ้าง ครั้งแรกที่เจอ ก็เห็นภาพคนมาวัดเยอะมากๆครับ ตอนนั้นยังมาร่วมงานบุญทันศาลาจาตุมอยู่มีคนมาวัดเยอะมาก แต่จำไม่ได้ว่างานบุญอะไร จากนั้นก็มาร่วมงานบุญที่สภาจากที่สามารถรองรับคนได้ 3 หมื่นคน ในแต่ละครั้งที่หลวงพี่มาร่วมงานบุญ ก่อนงานวันบุญทุกๆครั้งจะมาช่วยเตรียมรับบุญก่อน และมาร่วมสวดมนนต์ที่อาคารแก้วดวงบุญบ้าง ธุดงค์แก้วบ้างในทุกๆคืนวันเสาร์ ถ้าบอกตอนนี้อาจจะนึกภาพไม่ออกสำหรับคนมาใหม่ 10 ปีย้อนหลัง ถ้า 20 ปีย้อนหลังก็พอจะนึกภาพออกกันบ้าง นอกจากนี้ก็ได้มาช่วยแพ็กข้าวที่โรงหุงข้าวบ้าง ลองคิดดูนะครับเด็กอายุ ไม่ถึง 10 ขวบตอนน้้นก็เพราะเป็นเด็กโยมป้าชวนให้รับบุญอะไรก็รับบุญหมดเท่าที่เด็กตอนนั้นจะพอทำได้เพราะไม่รู้จักใคร และได้ช่วยงานบุญหลายๆอย่างกับโยมพี่บี ( กัลยาณมิตรคนที่ 2) ที่รับบุญกับพระอาจารย์ปราเมตรที่ดูแลอยู่ตอนนั้น
หลังจากนั้นมาวัดเกือบทุกต้นเดือนอย่างสม่ำเสมอ และทุกๆงานบุญใหญ่ จนปีพ.ศ. 2539 ได้เข้าโครงการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนรุ่น ที่ 9 จบประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการชวนของโยมป้า ตอนแรกก็ไม่อยากบวชเพราะติดเล่น แต่ไม่อยากขัดใจจึงยอมบวชสามเณร ตอนนั้นมีสามเณรร่วมโครงการประมาณ เกือบ 500 คน

    มื่อโครงการอบรมสิ้นสุดลง ต่างคนต่างกลับบ้าน แต่ก็ยังมีเด็กเหลืออยู่ 7-8 คนเท่านั้นคือตัวหลวงพี่เองและเพื่อนยังอยู่ต่อเกือบอาทิตย์กว่าเพราะไม่อยากจะลาสิกขา แต่สุดท้ายจำต้องลาสิกขาออกมาเรียนด้วยเหตุผลที่โยมแม่บอกว่าให้มาเรียนให้จบป.6 ก่อน แต่ก็มีเพื่อนอยู่รูปหนึ่งตอนนั้นก็ลาออกมาพร้อมกัน แต่รูปนี้ก็ได้กลับเข้าไปบวชอีกรอบ ตอนนี้พระเพื่อนรูปนี้ได้เรียนจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคเป็นที่เรียบร้อยคือ พระมหาอนุชิต ชิตชโย บวชตั้งแต่ปี 2539 - 2559 ปัจจุบันยังบวชอยู่และทำหน้าที่สอนพระบาลีอยู่ที่วัดพระธรรมกาย คำถามคืออะไรที่ทำให้พระรูปนี้บวชอยู่ได้นาน? 

     เหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป  เมื่อจบประถมศึกษาแล้วก็เข้าเรียนมัธยมศึกษาจนจบชั้นปีที่ 3 เมื่อมีโครงการขอโควต้าการสมัครเรียนอาชีวะศึกษาช่างยนต์จากฝ่ายแนะแนว ซึ่งตัวหลวงพี่เองก็ได้ติด 1 คนในโรงเรียนโดยที่เพื่อนๆ ต้องเลือกสอบเข้าช่างอิเล็กทรอนิกส์กันหมด ตอนนั้นดีใจมากพอกลับถึงบ้านไปบอกกับโยมแม่ แต่คำตอบที่ได้คือ แม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อและกลัวเป็นอันตรายกับเด็กช่างสมัยนั้น โยมแม่บอกว่าอยากให้ บวชเรียนศึกษาธรรมะ ไม่ใช่ว่าไม่มีทางไปแต่โยมแม่ได้เลือกเส้นทางที่ดีกว่า ทำให้คืนนั้นนอนร้องไห้ทั้งคืน แต่ด้วยความที่เชื่อฟังเลยสมัครบวชเรียนเข้า อบรมสามเณรยุวธรรมทายาท ปี 2543 รุ่นที่ 13 เข้ามาบวชสามเณรเป็นรอบที่ 2  เมื่อจบโครงการอบรมสามเณรก็มีสมัครเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์รุ่นที่ 1 ตอนนั้นอยากจะลาไปเรียนต่ออาชีวะอีกเหมือนเดิม แต่มีหลวงพี่รูปหนึ่งขอให้บวชเรียนต่อ (กัลยาณมิตรคนที่3) 


     ได้อะไรจากการอุปสมบท เมื่อถึงปีพ.ศ. 2547 ก็ได้เข้าอุปสมบท บวชเป็นพระทุกคนที่บ้านก็ได้มาร่วมงานบวชครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะโยมพ่อโยมแม่ โยมลุงและโยมป้า ต่างทุกคนดีใจ โดยเฉพาะโยมพ่อและโยมแม่ ณ วันนั้นถึงวันนี้ การที่โยมป้าชวนเข้ามาเส้นทางพระพุทธศาสนา เป็นเวลา 4 ปีแล้ว ที่โยมป้าและโยมลุงไม่ได้มาวัด เพราะด้วยที่โยมลุงเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อได้รับการเข้าผ่าตัดแล้วอาการไม่เป็นเหมือนปกติ แต่ก็ผ่านอันตรายมาได้ด้วยบุญ แต่ปัจจุบันพูดไม่ค่อยชัดและเดินได้ไม่สะดวก ส่วนโยมป้านั้นขาเดินได้ไม่ค่อยดี และต้องดูแลโยมลุงอย่างสม่ำเสมอ แต่เดิมโยมลุงชอบถ่ายภาพ เมื่อมีงานบวชหลวงพี่ โยมลุงจะมาเป็นช่างภาพให้ รวมถึงที่พี่ชายได้อุปสมบทก็ได้โยมลุงมาถ่ายภาพให้  นับจากงานบวชพี่ชายเสร็จ โยมลุงก็ไม่ได้มาวัดอีกเลย ทุกๆครั้งที่กลับจากไทย ต้องกลับไปเยี่ยมโยมลุงและโยมป้าตลอดไม่เคยขาด ทุกวันนี้ยังนึกอยู่เลยว่าจะพาโยมลุงและโยมป้ามาวัดต่ออีกให้ได้สักครั้ง ครอบครัวของโยมลุงโยมป้ามีลูกสาว 2คน ลูกชาย 1คน  ลูกสาวคนโตจบปริญญาโทแล้ว ลูกสาวคนกลางกำลังเรียนปริญญาโทและช่วยรับบุญอยู่ที่โรงเรียนตะวันชัยวิทยา ส่วนลูกชายคนเล็กช่วยดูแลโยมลุงและโยมป้า เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ส่วนครอบครัวหลวงพี่เองโยมพ่อและโยมแม่ก็มีความสุขดี มีพี่ชายและพี่สาวดูแลครอบครัว
    จะเห็นได้ว่าผลผลิตเพียงส่วนหนึ่ง จาก 2 ครอบครัวที่ได้เข้าวัดอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ทั้ง 2 ครอบครัวมีชีวิตที่อบอุ่นและมีความสุข ลองนึกดูสิว่า มีอีกหลายครอบครัวที่เข้าวัดพระธรรมกาย แล้วมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้เข้ามาศึกษาธรรมะและคำสอนทางพระพุทธศาสนา



     ความประทับใจวัดพระธรรมกาย สอนให้รู้จัการทำทาน  รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา สอนให้รักบุญ รักการสร้างบารมี มีความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์ 
จะขอยกตัวอย่างที่ประทับใจ เมื่อปีพ.ศ. 2545 งานได้มีการจัดงานสลายร่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง  ได้ร่วมกันรับบุญทำโต๊ะฉันสำหรับพระสังฆาธิการ จำนวนกว่า 10,000 ตัว ต่างแต่ละรูปต้องอดทน อดหลับอดนอนเป็นเวลาแรม 3 เดือนเต็มโดยการนำรับบุญโดยพระอาจารย์ประเสริฐชัย เสฏฐธัมโม(ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) จากเด็กที่ไม่เป็นวิชาช่างเลยสมัยนั้นต่างร่วมด้วยช่วยกันฝึกฝนจนชำนาญทำจนเสร็จทันเวลา เพราะด้วยความอดทนรักการสร้างบารมีและกตัญญูทำให้งานบุญใหญ่ครั้งนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี 
     

วันนี้เป็นวันสตรีสากลจึงนำเรื่องราวของท่านสตีที่เป็นกัลยาณมิตรมาฝาก  
กัลยาณมิตรคือทุกสิ่งของพรหมจรรย์