เมื่อย้อนเวลากลับไปเมื่อปี 2539 เกิดอะไรขึ้นกลับชีวิตที่เริ่มเปลี่ยนไป หลวงพี่ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนยุวธรรมทายาทรุ่นที่ 9 ปี 2539 ณ วัดพระธรรมกาย อายุก็ประมาณ 10 ขวบได้พึ่งจบประถมศึกษาปีที่ 5
ก่อนที่จะเข้ามาอบรมสามเณรได้นั้น ก็เริ่มมาจากการชวนของโยมป้าที่อยู่ใกล้บ้าน เริ่มชวนเมื่อไรนั้น หลวงพี่ก็จำความไม่ได้แล้ว แต่คิดว่าคงนานมากแล้ว เพราะยังเด็กมาก พอมารู้ตัวอีกที ก็เริ่มจะเข้าโครงการบวชสามเณรแล้ว โยมป้า (กัลยาณมิตรคนที่ 1) โดยการชวนใช้คำว่าจะพามาดูเครื่องบิน ด้วยความเป็นเด็กก็อยากไปดูจริงๆ เพราะคำว่าเด็ก การที่ได้เห็นเครื่องบินเป็นเรื่องตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ
ทุกๆเช้ามึดของวันอาทิตย์ทุกๆต้นเดือน เวลา 04.30 น. ต้องตื่นโดยการปลุกของโยมแม่มา บอกว่าให้ไป วัดพระธรรมกาย กับโยมป้า ด้วยความเป็นเด็กอายุก็ 8-9 ขวบและด้วยความง่วงใครๆก็ไม่อยากตื่น แต่ก็ขัดใจไม่ได้เลย ก็ตื่นไปวัดเป็นเพื่อนโยมป้าทุกๆต้นเดือนเป็นเวลาเกือบปีได้ นั่งรถไปก็หลับบนรถไปด้วยเพราะง่วง และบางครั้งเกิดอาการเมารถก็มี
ภายในวัดเห็นอะไรบ้าง ครั้งแรกที่เจอ ก็เห็นภาพคนมาวัดเยอะมากๆครับ ตอนนั้นยังมาร่วมงานบุญทันศาลาจาตุมอยู่มีคนมาวัดเยอะมาก แต่จำไม่ได้ว่างานบุญอะไร จากนั้นก็มาร่วมงานบุญที่สภาจากที่สามารถรองรับคนได้ 3 หมื่นคน ในแต่ละครั้งที่หลวงพี่มาร่วมงานบุญ ก่อนงานวันบุญทุกๆครั้งจะมาช่วยเตรียมรับบุญก่อน และมาร่วมสวดมนนต์ที่อาคารแก้วดวงบุญบ้าง ธุดงค์แก้วบ้างในทุกๆคืนวันเสาร์ ถ้าบอกตอนนี้อาจจะนึกภาพไม่ออกสำหรับคนมาใหม่ 10 ปีย้อนหลัง ถ้า 20 ปีย้อนหลังก็พอจะนึกภาพออกกันบ้าง นอกจากนี้ก็ได้มาช่วยแพ็กข้าวที่โรงหุงข้าวบ้าง ลองคิดดูนะครับเด็กอายุ ไม่ถึง 10 ขวบตอนน้้นก็เพราะเป็นเด็กโยมป้าชวนให้รับบุญอะไรก็รับบุญหมดเท่าที่เด็กตอนนั้นจะพอทำได้เพราะไม่รู้จักใคร และได้ช่วยงานบุญหลายๆอย่างกับโยมพี่บี ( กัลยาณมิตรคนที่ 2) ที่รับบุญกับพระอาจารย์ปราเมตรที่ดูแลอยู่ตอนนั้น
หลังจากนั้นมาวัดเกือบทุกต้นเดือนอย่างสม่ำเสมอ และทุกๆงานบุญใหญ่ จนปีพ.ศ. 2539 ได้เข้าโครงการอบรมสามเณรภาคฤดูร้อนรุ่น ที่ 9 จบประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการชวนของโยมป้า ตอนแรกก็ไม่อยากบวชเพราะติดเล่น แต่ไม่อยากขัดใจจึงยอมบวชสามเณร ตอนนั้นมีสามเณรร่วมโครงการประมาณ เกือบ 500 คน

เมื่อโครงการอบรมสิ้นสุดลง ต่างคนต่างกลับบ้าน แต่ก็ยังมีเด็กเหลืออยู่ 7-8 คนเท่านั้นคือตัวหลวงพี่เองและเพื่อนยังอยู่ต่อเกือบอาทิตย์กว่าเพราะไม่อยากจะลาสิกขา แต่สุดท้ายจำต้องลาสิกขาออกมาเรียนด้วยเหตุผลที่โยมแม่บอกว่าให้มาเรียนให้จบป.6 ก่อน แต่ก็มีเพื่อนอยู่รูปหนึ่งตอนนั้นก็ลาออกมาพร้อมกัน แต่รูปนี้ก็ได้กลับเข้าไปบวชอีกรอบ ตอนนี้พระเพื่อนรูปนี้ได้เรียนจบเปรียญธรรม ๙ ประโยคเป็นที่เรียบร้อยคือ พระมหาอนุชิต ชิตชโย บวชตั้งแต่ปี 2539 - 2559 ปัจจุบันยังบวชอยู่และทำหน้าที่สอนพระบาลีอยู่ที่วัดพระธรรมกาย คำถามคืออะไรที่ทำให้พระรูปนี้บวชอยู่ได้นาน?
เหตุการณ์ที่เปลี่ยนไป เมื่อจบประถมศึกษาแล้วก็เข้าเรียนมัธยมศึกษาจนจบชั้นปีที่ 3 เมื่อมีโครงการขอโควต้าการสมัครเรียนอาชีวะศึกษาช่างยนต์จากฝ่ายแนะแนว ซึ่งตัวหลวงพี่เองก็ได้ติด 1 คนในโรงเรียนโดยที่เพื่อนๆ ต้องเลือกสอบเข้าช่างอิเล็กทรอนิกส์กันหมด ตอนนั้นดีใจมากพอกลับถึงบ้านไปบอกกับโยมแม่ แต่คำตอบที่ได้คือ แม่ไม่มีเงินส่งให้เรียนต่อและกลัวเป็นอันตรายกับเด็กช่างสมัยนั้น โยมแม่บอกว่าอยากให้ บวชเรียนศึกษาธรรมะ ไม่ใช่ว่าไม่มีทางไปแต่โยมแม่ได้เลือกเส้นทางที่ดีกว่า ทำให้คืนนั้นนอนร้องไห้ทั้งคืน แต่ด้วยความที่เชื่อฟังเลยสมัครบวชเรียนเข้า อบรมสามเณรยุวธรรมทายาท ปี 2543 รุ่นที่ 13 เข้ามาบวชสามเณรเป็นรอบที่ 2 เมื่อจบโครงการอบรมสามเณรก็มีสมัครเรียนต่อในโรงเรียนเตรียมพุทธศาสตร์รุ่นที่ 1 ตอนนั้นอยากจะลาไปเรียนต่ออาชีวะอีกเหมือนเดิม แต่มีหลวงพี่รูปหนึ่งขอให้บวชเรียนต่อ (กัลยาณมิตรคนที่3)

ได้อะไรจากการอุปสมบท เมื่อถึงปีพ.ศ. 2547 ก็ได้เข้าอุปสมบท บวชเป็นพระทุกคนที่บ้านก็ได้มาร่วมงานบวชครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะโยมพ่อโยมแม่ โยมลุงและโยมป้า ต่างทุกคนดีใจ โดยเฉพาะโยมพ่อและโยมแม่ ณ วันนั้นถึงวันนี้ การที่โยมป้าชวนเข้ามาเส้นทางพระพุทธศาสนา เป็นเวลา 4 ปีแล้ว ที่โยมป้าและโยมลุงไม่ได้มาวัด เพราะด้วยที่โยมลุงเป็นโรคเส้นเลือดในสมองแตก เมื่อได้รับการเข้าผ่าตัดแล้วอาการไม่เป็นเหมือนปกติ แต่ก็ผ่านอันตรายมาได้ด้วยบุญ แต่ปัจจุบันพูดไม่ค่อยชัดและเดินได้ไม่สะดวก ส่วนโยมป้านั้นขาเดินได้ไม่ค่อยดี และต้องดูแลโยมลุงอย่างสม่ำเสมอ แต่เดิมโยมลุงชอบถ่ายภาพ เมื่อมีงานบวชหลวงพี่ โยมลุงจะมาเป็นช่างภาพให้ รวมถึงที่พี่ชายได้อุปสมบทก็ได้โยมลุงมาถ่ายภาพให้ นับจากงานบวชพี่ชายเสร็จ โยมลุงก็ไม่ได้มาวัดอีกเลย ทุกๆครั้งที่กลับจากไทย ต้องกลับไปเยี่ยมโยมลุงและโยมป้าตลอดไม่เคยขาด ทุกวันนี้ยังนึกอยู่เลยว่าจะพาโยมลุงและโยมป้ามาวัดต่ออีกให้ได้สักครั้ง ครอบครัวของโยมลุงโยมป้ามีลูกสาว 2คน ลูกชาย 1คน ลูกสาวคนโตจบปริญญาโทแล้ว ลูกสาวคนกลางกำลังเรียนปริญญาโทและช่วยรับบุญอยู่ที่โรงเรียนตะวันชัยวิทยา ส่วนลูกชายคนเล็กช่วยดูแลโยมลุงและโยมป้า เป็นครอบครัวที่อบอุ่นมาก ส่วนครอบครัวหลวงพี่เองโยมพ่อและโยมแม่ก็มีความสุขดี มีพี่ชายและพี่สาวดูแลครอบครัว
จะเห็นได้ว่าผลผลิตเพียงส่วนหนึ่ง จาก 2 ครอบครัวที่ได้เข้าวัดอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ทั้ง 2 ครอบครัวมีชีวิตที่อบอุ่นและมีความสุข ลองนึกดูสิว่า มีอีกหลายครอบครัวที่เข้าวัดพระธรรมกาย แล้วมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้เข้ามาศึกษาธรรมะและคำสอนทางพระพุทธศาสนา
ความประทับใจวัดพระธรรมกาย สอนให้รู้จัการทำทาน รักษาศีล และเจริญสมาธิภาวนา สอนให้รักบุญ รักการสร้างบารมี มีความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์
จะขอยกตัวอย่างที่ประทับใจ เมื่อปีพ.ศ. 2545 งานได้มีการจัดงานสลายร่างคุณยายอาจารย์มหารัตนอุบาสิกาจันทร์ ขนนกยูง ได้ร่วมกันรับบุญทำโต๊ะฉันสำหรับพระสังฆาธิการ จำนวนกว่า 10,000 ตัว ต่างแต่ละรูปต้องอดทน อดหลับอดนอนเป็นเวลาแรม 3 เดือนเต็มโดยการนำรับบุญโดยพระอาจารย์ประเสริฐชัย เสฏฐธัมโม(ปัจจุบันมรณภาพแล้ว) จากเด็กที่ไม่เป็นวิชาช่างเลยสมัยนั้นต่างร่วมด้วยช่วยกันฝึกฝนจนชำนาญทำจนเสร็จทันเวลา เพราะด้วยความอดทนรักการสร้างบารมีและกตัญญูทำให้งานบุญใหญ่ครั้งนั้นสำเร็จไปได้ด้วยดี
วันนี้เป็นวันสตรีสากลจึงนำเรื่องราวของท่านสตีที่เป็นกัลยาณมิตรมาฝาก
กัลยาณมิตรคือทุกสิ่งของพรหมจรรย์